กลิ่นไอท้องทุ่ง คละคลุ้งด้วยมนต์เสน่ห์

ทิ้งความศิวิไลซ์ ห่างไกลจากความวุ่นวายและรถติด และชีวิตที่ต้องดิ้นรนแข่งขัน วัน ๆ มีแต่ท้องถนนและที่ทำงาน กว่าจะได้กลับบ้านแต่ละวันจนตะวันต้องตกดินจวบจนกระทั่งดึกดื่นบ้างในบางครั้ง กินข้าวบนรถซดข้าวแกงจาก 7-11 เห็นจนชินตา ออกไปหาอากาศบริสุทธิ์บ้าง

วันนี้มีโอกาสได้เดินทางกลับบ้านต่างจังหวัดมีเหรอที่จะพลาดออกไปท้องทุ่งในยามที่ต้นข้าวแตกกอแผ่ก้านใบที่สวยงาม มองดูสุดลูกหูลูกตา ความเขียวขจึให้จิตใจเราดูสดอื่นเติมเต็มพลังที่อาจจะขาดหายไปในช่วงก่อนหน้า

เถียงนาน้อย ๆ คอยให้หลบฝนหลบแดด ยามที่ฝนตกแดดจัด เป็นอยู่ ใช้จ่ายอย่างประหยัดตามหลักเศรษฐกิจพอเพียงดั่งที่ในหลวงท่านได้ตรัสไว้ ทุ่งนายามนี้เต็มไปด้วยสีเขียวขจี คล้ายทาบทาสีพื้นแผ่นดินท้องนาให้ดูสดชื่น เราแบกความหวังอันเต็มเปรี่ยมเพื่อฉกฉวยโอกาสและห้วงเวลาสั้น ๆ สูดลมหายใจให้เต็มปอด สูดเอากลิ่นไอของท้องทุ่ง สูดเอาไอดินกลิ่นโคลนที่เคยอยู่เมื่อครั้งยังเป็นเด็ก อยากให้ธรรมชาติดูดกลืนหลับไหลอยู่อย่างนี้นาน ๆ

ไม่รอช้า โดดลงสระน้ำที่น้ำใสสะอาด ดำมุดดำว่าย เก็บดอกบัวสายบัวที่กำลังชูช่อดอกบานสะพรั่ง ยังจำได้เคยใช้สายบัวทำแกงก็อร่อย ตำแทนส้มตำก็ได้ ใช้มะขามอ่อนแทนมะนาวเข้ากันอย่าบอกใคร ชีวิตบ้านไร่ปลายหา ของหินแค่หาก็ได้กินไม่ต้องซื้อไม่ต้องใช้เงินตราเหลือกินก็แบ่งปัน นี่แหละคือเสน่ห์ของบ้านเรา

แอบฝันอยู่นาน ได้เวลากลับบ้านแล้วเรา เวลาแห่งความสุขอาจจะอยู่ได้ไม่นาน แต่ความทรงจำอยู่ได้ไม่ลืมเลือน ขีด ๆ เขียน ๆ แค่นี้พอ รอเวลาได้กลับมาใหม่ ค่อยมาเติมแต่ง แต้มสีให้หัวใจเติมเชื้อไฟให้มีพลัง จะกลับมาอีกครั้งเมื่อวันและเวลาอำนวย

อยากบอกว่า “คิดบ้านเสมอ ๆ นะ

 

 

 

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *